31 ส.ค. 2010 @ 9:12 AM 

การเล่นฮูลาฮุบมันกลับมาอีกแล้วหลังจากที่มันหายไปจากเมืองไทยหลายปีแล้ว  ที่มันกลับมาเหตุผลเดียวกลับการที่รัฐบาลไม่มีที่ละลายงบหรือเป็นเพราะ ส.ส.ส. หมดมุก ที่จะเล่น  (มุกแป็กนั่นเอง)ทุกวันนี้คนเต้นแอโรบิคน้อยลง มีแต่เล่นฮูลาฮุบกันจนไปทางไหน เห็นแต่คน เล่นฮูลาฮุบหมุนไปส่ายสะโพกกันไปอยากรู้นักว่าคนที่ออกหัวคิดให้เล่นฮูลาฮุบเขาจะเล่นเป็นกันมั้ย  อยากรู้จริงๆนะเนี้ยบางคนไม่ร็อิโหน่ไม่รู้อิเหน่เห็นเขาเล่นฮูลาฮุบก็  เห่อตามเขาไปหาซื้อมาเล่นทำไม่เป็นเอวเคล็ดเอวยอกไปตามๆกัน  มันคุ้มมั้ยเนี้ยมีอยู่ไม่กี่คนที่หมุนเป็น ส่วนใหญ่ พึ่งจะเริ่มหัดหมุนเล่นเอาเอวเคร็ดเอวยอกไปตามๆกันน่าขำจะตาย   บางคนแก่ หงึ๋มเหงือกจะตายยัง  ถ่อสังขารหมุนฮูลาฮุบแก่แล้วอยากโชว์ก็มีแต่ก็ดีที่ทำให้คนแก่ มีอะไรทำบ้างไม่ใช่แบกแต่ผ้าอ้อมเลี้ยงหลานเลี้ยงเหลนเป็นอย่างเดียว

พอตกเย็นก็มายืนหมุนฮูลาฮุบแข่งความทุเรศกันอุ้ย..ไม่ช้าย. แข่งความแก่เอ้ย..ความเก๋ากันใหญ่บางคนลืมว่าตัวเอง ผ.ส.ว (ผู้สูงวัย) แล้วมายืนหมุนฮูลาฮุบลมเลยลูกหลานจับหาม  ส่งโรงพยาบาลกันจนลูกหลานวุ่นวายกันยกใหญ่นี่แหละน้า..ที่เขาว่าแก่แล้วไม่เจียมสังขารอยากรู้นักว่าคนที่ออกหัวคิดให้เล่นฮูลาฮุบเขากำลังนึกถึงอะไรขณะที่คนที่ถูกบังคับให้ทำเขาฝืน ใจทำแต่ก็มีคนบางคนชอบการเล่นฮูลาฮุบเข้าสายเลือดไปแล้วก็มีเช่นกัน  ตัวอย่างจิบๆเช่นยายนอมคนแถวบ้าน แกเป็นคนขายลาบและส้มตำย่างเนื้อไปด้วย ยืนหมุนฮูลาฮุบไปด้วย  สร้างจุดขายได้ไม่เร็วแต่..ก็มีจุดเสียที่ลูกค้าไม่กล้าเข้าใกล้กลัวแก เหวี่ยงฮูลาฮุบโดนเอา มีเด็กบางคนถามต่อหน้าแกว่ายายนอมแกจะลดเอวไปทำไมในเมื่อเอวแกก็เล็กอยู่แล้วรู้มั้ยยายแกตอบว่าไง เออกูชอบของกูมึงจะทำไม.แล้วมึงหมุนฮูลาฮุบได้นานเท่ากูไหมล่ะแข่งกันม๊าเล่นเอาเด็กอึ้งไปตามๆกันตามต่าง จังหวัด หมอและพยาบาลตามศูนย์แพทย์ตามอนามัย จับเอาคนที่เสี่ยงหรือ กลุ่มเสี่ยงเช่นคนรอบเอวเกิน 80 เซนต์ติเมตรขึ้นไปหรือคนที่ป่วยเป็นเบาหวาน ความดันมาหมุนฮูลาฮุบเพื่อ สร้างน่าที่หรืองานให้ผู้ป่วยทำดีกว่านั่งเล่นไพ่เป็นอยู่อย่างเดียว(บางคนนะ.บางคนนะ.อย่าค้อนนะ.อย่าค้อน)แต่..ถ้าคุณผู้ชายล่ะเอาเขาไปไว้ไหนจะให้เขาเล่นอะไร หมอก้มหน้าก้มตาตอบ ก็เล่นฮูลาฮุบนั่นแหละ เออ.เฮอหมอมุกแป๊ก เล่นมุกซ้ำหรือหมอสิ้นคิดเป็นเพราะเรียนหมอมากไปเลยไม่อยากคิดมุกใหม่คิดดูสิ เป็นผู้ชาย มายืนหมุน ยืนเหวี่ยงฮูลาฮุบเด้งหน้าเด้งหลังมันทุเรศมั้ยล่ะแต่ก็มีบางคนที่โดนหมอ ขู่แกมบังคับว่า ถ้าไม่เล่นหมุนฮูลาฮุบ ต้องไปเต้นแอโรบิคนะเขาก็กลัวแล้ว ยอมเล่นหมุนฮูลาฮุบแต่ต้องหมุนในบ้านก่อนนะพอเป็นแล้วก็ออกมายืนหมุนฮูลาฮุบอยู่หน้าบ้านโชว์สาวๆว่าตังเองเอวดี ฮิ.ฮิ เดี๋ยวนี้ เด็กๆลูกเล็กเด็กแดง ก็หมุนฮูลาฮุบกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะลูกๆ ของ อ.ส.ม.ที่ถูกหมอตามศูนย์แพทย์ขู่แกมบังคับว่าคนในความรับผิดชอบ ต้องไม่อ้วน หรือต้องไม่เป็นโรคถ้าเป็นล่ะก็เดี๋ยวจะไม่ จ่ายเงินเดือน 600 บาท สาธุ.เงิน 600 บาท ช่างมี อิธิพลมากมายขนาดนี้ อ.ส.ม. ท่านทั้งหลาย จะรู้มั้ยน้อ..ว่าเงินเดือนที่ท่านได้รับ มันช่างน้อยนิดถ้าเทียบกับเงินที่ท่านๆที่ทำงานในสาธารณสุขได้รับ แต่ว่า อ.ส.ม เอ๋ยเงิน 600 บาทมันก็มีความหมายมากมันพอได้ จ่ายค่าไฟ พอจ่ายค่าน้ำสำหรับคนที่ไม่มีรายได้เอาเสียเลย เช่น คนแก่ที่อายุยังไม่ถึง 60 ปีที่ยังไม่ได้รับเงินเดือน ผ.ส.ว.(ผู้สูงวัย)

            ไม่มีลูกหลานให้ เพราะว่า คนที่เป็น อ.ส.ม.ส่วนใหญ่จะว่างงาน หรือเป็นสาวแก่ ที่ไม่ได้แต่งงาน หรือหาผู้ชายตาบอดมาแต่งงานด้วยไม่ได้ ก็มาหาอะไรทำแก้เหงา  แก้ปากว่างพอหมอจ่ายงานมาให้ทำก็ทำไปตามความสามารถถ้างานเขียน ส่วนใหญ่ก็จะจ้างคนที่มี ความรู้หรือคนที่ เขียนหนังสือเก่งกว่าทำให้ บางคนตั้งแต่เป็น อ.ส.ม.มา หลายปี ยังท่อง คำขวัญของ อ.ส.ม.ไม่เป็น เล้ย..นี่หากถ้ามีการ แข่งท่องคำขวัญของ อ.ส.ม.สงสัยฉันคงได้รับค่าจ้างท่องคำขวัญอีก แห๋งๆฮิฮิ..เอาล่ะรวมๆแล้วการเล่นฮูลาฮุบมัน ก็โอเคนะโอเค้.

Posted By: admin
Last Edit: 31 ส.ค. 2010 @ 09:12 AM

EmailPermalinkComments (0)
Tags

 28 ส.ค. 2010 @ 6:19 AM 

ผมมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนักกับการวิ่งทั้งๆที่ตัวผมเองค่อนข้างจะวิ่งเร็วมาก ในสมัยเด็กๆเพราะต้องรีบวิ่งไปซิ้อขนมปังในโรงอาหารของโรงเรียน ด้วยความเร็วก่อนที่ ขนมปังจะหมดและทำให้ผมต้องอดอาหารกลางวันโดยใช่เหตุ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมมีทักษะในการวิ่งที่รวดเร็ว ในการเร่งจากเดินไปสู่การวิ่ง ที่คนปกติทั่วไปต้องใช้เวลาช่วงระยะหนึ่งถึงจะเริ่งสปีดจากศูนย์ไปถึงร้อยแต่ผมเองจะเรียกว่าพิเศษก็ได้มั้งเพราะสามารถเร่งความเร็วจากศูนย์ไปร้อยได้เลยโดยไม่ต้องค่อยๆเร่งสปีด แต่ก็มีจุดบกพร่องอยู่ที่เหนื่อยง่ายถึงจะวิ่งได้เร็วแค่ไหนแต่ถ้าวิ่งในระยะทางไกลๆไม่ได้ก็ไม่มีความหมาย ในการแข่งวิ่งมาราธอนหรือการวิ่งกรีทา ในระยะทางไกลๆทั้งการวิ่งทน วิ่งแข่งหรือวิ่งเพื่อการกุศลล้วนแต่วิ่งในระยะทางที่ไกลๆทั้งนั้น ทั้งสิ้น ซึ่งในการวิ่งระยะทางไกลๆนั้นเราไม่จำเป็นจะต้องวิ่งด้วยความเร็วแต่เพียงอย่างเดียวอย่างเคล็ดลับของผมก็คือวิ่งไปโดยเก็บพลังงานให้ได้มากที่สุด โดยใช้แรงงานให้น้อยที่สุดและวิ่งไปเรื่อยๆโดยความเร็วที่คงที่ไม่เร็วมากจนเกินไปไม่ช้าจนเกินไปหรือว่าความเร็วในการวิ่งลดน้อยลงหรือทำให้ความเร็วตกลงส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้าได้ง่ายๆ ในการวิ่งของผมหลังจากที่ไม่ได้วิ่งมานานแล้วนั้น ทำให้ความอดทนในการวิ่งลดลงด้วยจากการที่เคยวิ่งได้หลายๆกิโลโดยไม่เหนื่อยก็กลายเป็นแค่ออกวิ่งไปไม่ถึงกิโลก็เหนื่อยเอาซะแล้ว นอกจากนี้การวิ่งนั้นจะต้องอาศัยแรงใจซะมากกว่าแรงกายที่จะต้องทั้งอดทนฝ่าฟันไปให้ข้ามพ้นความเหนื่อยยากจากการ แข่งขัน

 ซึ่งการแข่งขันกับตัวเองนั้นมีค่ามากกว่าการแข่งขันจริงซะอีก แต่บางอย่างมันก็ควรจะมีขอบเขตและการยับยั้งชั่งใจอย่างเช่นการแข่งขันกีฬากันเป็นทีม หรือวิ่งการกุศลแบบทีม ที่ทั้งทีมวิ่งได้ลำดับที่ดีๆทั้งนั้นแต่กลับมาคนหนึ่งดื่มน้ำตั้งแต่จุดให้น้ำในจุดแรก อีกทั้งวิ่งอย่างสุดกำลังในตอนแรกๆเป็นผู้นำกลุ่มพอถึงช่วงกลางๆก็เหนื่อยแล้วเดินเอาทำให้ อันดับตกลงๆอย่างรวดเร็วทั้งๆในทีมวิ่งได้ลำดับที่ดีๆทั้งนั้น จนทำให้สุดท้ายจากการวิ่งก็กลายเป็นการเดินในที่สุด ทำให้แทนที่จะได้รับรางวัลทีมที่ทำเวลาที่ได้ดีที่สุดกลับกลายเป็นทำเวลาได้น้อยเพราะว่าโดนกำลังใจถูกทำลาย ไม่ยอมอดทนกับการวิ่งให้ได้เต็มที่จนกระทั่งต้องเสียความเร็วในกาสรวิ่งหรือเดินไปการไม่อดทนต่อความลำบากการไม่อดกลั้นต่อความสบาย สะดวกที่ยึดตึดยึดเหนื่ยวเอาความสบายเข้าไว้ จนกลายเป็นการทำลายตัวเองและทีมของตัวเอง สุดท้ายแล้วก็ต้องได้อันดับเฉลี่ยกลางๆแทนที่จะชนะหรือได้ที่ลำดับดีๆ ก็เพราะไม่ยอมอดทนอดกลั้นฝืนทนให้ไปถึงเส้นชัยให้ได้แต่เพราะแบบนี้ จึงทำให้การวิ่งนั้นไม่เป็นไปได้อย่างที่ควรจะเป็น วิ่งไม่ได้อย่างเป้าหมายที่ต้องการจะวิ่งได้เลย เพราะอย่างนั้นการจะวิ่งให้ได้ที่ดีๆได้นั้นจะต้องผ่านการฝึกซ้อมทักษะทางกายและทักษะทางใจ ทั้งการใช้ความอดทน ความอุตสาหะวิริยะ

 บางคนที่ผมเคยเห็นส่วนใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเล่นกีฬาอะไรก็ตามแต่ก็มักจะเริ่มต้นด้วยการวิ่งทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกีฬาอะไรชนิดไหน ในการฝึกทุกประเภท ก็ย่อมมีทริปการวิ่งเข้ามามีเอี่ยวด้วยทั้งนั้น เช่น มวยสากล หรือมวยสมัครเล่นก็จะมีการวิ่งออกกำลังกาย ระยะไกลๆ พลางฝึกชกลม หรือลากล้อยางไป ตามที่ได้เห็นใน ภาพยนตร์ หรือทีวีทั่วๆไป หรือการฝึกวิ่งซ้อมบาสที่วิ่งกันทั้งทีมเกาะกลุ่มกันไปโดยห้ามแยกออกจากกัน และต้องรอทีมเดียวกันพากันไปด้วย เป็นการฝึกทั้งทีมเวิร์คและการรอคอยทีมเดียวกัน และฝึกความอดทนต่อคนในทีมเดียวกัน หรืออย่างกีฬากรีฑาทั่วๆไปก็มีการฝึกวิ่งเช่นเดียวกันทั้งนี้ เท่าที่ผมเคยศึกษามานั้น การวิ่งนั้นส่งผลดีหลายๆอย่าง เช่นขยายความจุของปอดที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเพิ่มความอดทนให้กับสภาพร่างกายเวลาออกกำลังกายนานๆ ซึ่งจะต่อยอดกับการลงแข่งกีฬา ในระยะเวลานานๆ อย่างเช่นบาสเกตบอล หรือฟุตบอลที่จะต้องมีการเคลื่อนที่สลับการหยุดอยู่ตลอดเวลา

Posted By: admin
Last Edit: 28 ส.ค. 2010 @ 06:19 AM

EmailPermalinkComments (0)
Tags

 25 ส.ค. 2010 @ 9:05 AM 

ในปัจจุบันนี้กีฬาหมู่บ้านหาดูได้ยากแล้วแต่ก่อนตามชนบทหรือแถบบ้านนอกจะการแข่งกีฬามีกันทุกหมู่บ้านการแข่งกีฬาหมู่บ้านก็จะเป็นพวกที่มีอายุแล้วหรือกลุ่มวัยกลางคนส่วนมากจะเป็นกีฬาพื้นบ้านในหมู่บ้านจะเรียกกันว่ากีฬาประจำปี จะจัดแข่งขันกันเป็นประจำทุกปีช่วงเช้าที่หมู่บ้านก็จะให้ชาวบ้านร่วมกันทำบุญก่อนพอสายก็จะเริ่มการแข่งขันกีฬาแต่ละประเภทการแบ่งทีมนักกีฬาก็จะแบ่งเป็นหมู่เพราะหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็กจึงมีแค่  2   หมู่   มีหมู่ 1 และ หมู่ 2  เท่านั้น     กีฬาที่เล่นกันก็จะมีวิ่งกระสอบกีฬาชนิดนี้ต้องใช้ทักษะความสามัคคีของขาถ้าใครเล่นไม่เป็นวิ่งไปก็ล้มไปแล้วลองนึกดูว่าผู้เข้าร่วมการแข่งขันมีแต่อายุ   30   ขึ้น   แต่ละคนทั้งวิ่งหัวเราะไปด้วยกองเชียร์ข้างสนามก็สนุกกันใหญ่เป็นการแข่งขันกันแบบชาวบ้านไม่มีกฎกติกาตายตัวแต่ขอให้ได้ผู้ชนะวิธีการเล่นก็ไม่ยากมีกระสอบทีมละ  1   ใบ    สนามก็เป็นสนามวิ่งแข่งทั่วไปเพียงมีเพิ่มขึ้นมาคือคนต้องอยู่ในกระสอบแล้ววิ่ง อันนี้แล้วแต่เทคนิคนะค่ะว่าจะวิ่งอย่างไรไม่ให้ล้มและไปได้เร็วเพราะถ้าล้มก็ต้องเสียเวลา

และช่วงบ่ายก็จะเป็นการแข่งฟุตบอลเป็นกีฬาที่สนุกอีกอย่างเพราะนักกีฬาที่ลงแข่งไม่ธรรมดาไม่ใช่วัยรุ่นแต่มีแต่คนมีอายุแล้วรายการนี้ละค่ะที่เป็นสีสันให้กีฬาประจำปีสนุกมากๆเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมคุณลุงและคุณป้าทั้งหลาย อายุรวมกันทั้งสนามก็คงหลายพันและที่สนุกก็เพราะผู้หญิงและผู้ชายเตะฟุบอลแข่งกันนี้ละค่ะส่วนกติกาไม่ต้องพูดถึงแทบจะมองไม่เห็นกรรมการเลย  เพราะคุณป้าทั้งหลายเล่นฟุตบอลกันไม่เป็นก็มีการดึงทีมผู้ชายไว้ไม่ให้เตะถึงลูกบอลบ้างทีก็ไม่ได้ใช้เท้าเตะอุ้มบอลก็มีแต่แบบนี้ผิดกติกานะค่ะ  แต่บ้างครั้งกรรมการก็บ่อยๆบ้างเพราะถือว่าเป็นสีสันในการแข่งขัน ส่วนทีมฝ่ายคุณลงจะทำแบบนี้ไม่ได้ต้องเล่นตามกฎกติกาจะไม่แตะตัวฝ่ายหญิง   การแข่งขันฟุตบอลในครั้งนี้ก็เปลี่ยนตัวนักกีฬากันได้ตลอดทั้งสองทีมเพราะอายุนักกีฬาก็ไม่ใช่น้อยแล้วมีการเตรียมพร้อมการปฐมพยาบาลข้างสนามด้วย  พอแข่งกันไปได้ครึ่งแรกฝ่ายคุณลุงก็แตะเข้าไปก่อนด้วยความยากลำบาก    พอครึ่งหลังเริ่มขึ้นทีมฝ่ายคุณป้าก็เอาบ้างเป็น   1-1     ประตู   พอบอลเข้าประตูก็ดีใจกันยกใหญ่

                ซึ่งเกมส์นี้ก็สู้กันอยู่นานทีเดียวกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะลองเดาดูซิว่าระหว่างการแข่งขันทีมชายกับทีมหญิงใครชนะ   และหลังจากทีมคุณป้าได้ประตูไปก็ไม่มีทีมไหนทำประตูได้อีกจนมาถึงช่วงหมดเวลาและแล้วทั้งสองทีมก็ได้แตะลูกโทษกัน   แต่ในการแตะลูกโทษในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเพราะทีมฝ่ายคุณป้าจะได้สิทธิพิเศษได้แตะระยะใกล้กว่าส่วนทีมคุณลุงก็ตามกติกา ลูกแรกทีมหญิงแตะก่อนก็เข้าไป 1  ประตู   คนแรกของทีมคุณลุงก็เข้าเหมือนกันก็เสมอ  หลังจากนั้นก็ผลัดกันเข้าบ้างไม่ตรงกรอบบ้างสุดท้ายทีมคุณป้าก็ชนะไปด้วยประตูห่างกันเพียง 1   ประตู  แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไรเกมส์การแข่งขันในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการแข่งขันที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยเชียร์กีฬามา  เพราะนักกีฬาแต่ละคนที่อยู่ในสนามก็มีแต่คนมีอายุทั้งนั้นพวกเค้าก็ยังให้ความสำคัญในประเพณีการแข่งกีฬาของหมู่บ้านและทุกคนก็ให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือกันทุกฝ่ายเห็นไมค่ะไม่ว่าจะเป็นการแข่งกีฬาระดับชาติหรือกีฬาระดับหมู่บ้านก็ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งนั้นถ้าทุกคนให้ความร่วมมือกัน และมีความสามัคคี และกีฬายังทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ดูตัวอย่างเช่นคุณลุง คุณป้าที่แข่งฟุตบอลกันสิค่ะพวกเค้ายังวิ่งไล่ฟุตบอลกันอย่างคล่องแคล่วเพราะพวกท่านแข็งแรง  และที่สำคัญเป็นสีสันสร้างความสนุกสนานในการจัดการแข่งขันประจำปีของหมู่บ้านอีกด้วย

Posted By: admin
Last Edit: 25 ส.ค. 2010 @ 09:05 AM

EmailPermalinkComments (0)
Tags

 23 ส.ค. 2010 @ 7:26 AM 

ผมเป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบออกกำลังกายหรือชอบกิจกรรมที่ใช้กำลังกายหรือแรงมากซักเท่าไหร่ถ้า

จะเปรียบเทียบแล้วละก็เป็นพวกเด็กสายศิลป์ซะมากกว่าเด็กสายกิจกรรมซะอีก  แต่แล้วบางสิ่งบางอย่างทำให้ความคิดของผมเปลี่ยนไปเมื่อ เธอที่เป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่สมัยเด็ก ชวนผมเข้ารมรมเพื่อนเดินทาง ซึ่งเป็นชมรมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อย่างเดินป่า ตั้งแคมป์ ปีนเขา ล่องเรือ มันก็คล้ายๆชมรมที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวตามที่ต่างๆนั่นแหละ ซึ่งผมเองตอนแรกก็ปฎิเสธไป แต่สุดท้ายก็ถูกรบเร้าขอร้องให้ช่วยเข้าเป็นสมาชิกชมรมด้วย เห็นแก่ความเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัย เด็กๆสุดท้ายแล้วผมก็ตกปากรับคำยอมเป็นสมาชิกจนได้ ซึ่งตามความคิดผมแล้วกิจกรรมชมรมคงไม่พ้นการวิ่งเที่ยวตะลอนไปตะลอนมา ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ การปีนเขาที่เหนื่อยยาแสนลำบากทั้งใช้แรงงานและขนข้าวของไปเยอะๆผมคิดว่านั่นเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าคิดมาก เป็นอย่างยิ่ง ทั้งการวิ่งระยะทางไกลๆ ปีนเขา ว่ายน้ำ เดินป่าไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรที่ต้องใช้แรงต่างๆเหมือนจะเป็นศัตรูกับผมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

นิสัยของผมชอบอ่านหนังสืออยู่บนม้านั่งแบบสบายๆใต้ต้นไม้ซะมากกว่าการออกไปเดินป่าตามภูเขาแล้วตั้งเต้นท์พักค้างแรมซะอีก ยิ่งถ้าเป็นกิจกรรมอย่างพวกกีฬาที่ใช้แรงงานออกกำลังกายเหงื่อไหลไคลย้อยท่วมตัวทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจในการเล่นด้วยละ ก็ยิ่งเป็นกิจกรรมที่ผมหลีกหนีให้ห่างโดยพลัน ถึงแม้ว่าตัวผมเองจะเกลียดการออกกำลังกายหรือเล่นกิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้แรงมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่ผมก็ยังสามารถหาเพื่อนอย่างที่ชื่นชอบกีฬา แอคทีฟตลอดเวลาไฮเปอร์แทบทุกๆที่ ทุกเวลาได้ก็ยังมิวายจะต้องถูกฉุดกระชากลากถูไปเข้าร่วมกิจกรรมของุคุณเธอด้วย คราวนี้ก็เช่นกันผมถูกเธอลากไปร่วมด้วยกับกิจกรรมที่เธอชื่นชอบจนได้ ผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับเธอมากกว่าเพื่อนคนหนึ่งที่สนิทกันมากนานมากซักเท่าไหร่ ก็ไม่ได้คิดอะไรนั่นแหละ ถึงอย่างนั้นผมก็ยอมเข้าร่วมชมรมกับเธอ ในฐานะสมาชิกจำเป็นซึ่งกิจกรรมแรกของพวกเราในฐานะสมาชิกชมรม เพื่อนท่องเที่ยว กิจกรรมแรกของพวกเราก็คือการท่องเที่ยวพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งกิจกรรมนี้ก็เหมือนกับการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา กลายเป็นทั้งการเดินป่าและค้างแรมในป่าไปในตัว ซึ่งไอ้ความทรหดอดทนผมก็พอมีอยู่หรอกแต่ที่ท่านประธานชมรมพามานอกจากจะต้องค้างแรมในป่าแล้วยังต้องปีนเขากลายๆกันอีกเรียกได้ว่า เป็นกีฬาปีนเขาไปเลยจะดีกว่า เพราะภูเขาลูกที่ไปค้างแรมกันนอกจากจะเป็นป่ารกทึบแล้วพื้นที่บนภูเขายังทั้งสูงและชันมาก กว่าจะไปถึงบนยอดได้เล่นเอาหน้ามืดไปหลายรอบเช่นกัน แต่สาวๆรวมทั้งเพื่อนของผมเองกลับไม่มีเหงื่อซักเม็ด… พอไปถึงยอดภูเขา แทนที่ชาวชมรมจะมีสีหน้าที่อิดโรยแต่กลับกันบนใบหน้านั้นกลับมีแต่รอยยิ้มเหมือนคนที่ผ่านอะไรหลายๆอย่างแล้วในที่สุดก็ได้มายืนอยู่ในจุดสูงสุด ของที่ตนเองวาดหวังไว้

สำหรับผมแล้วก่อนหน้าที่จะมาเป็นสมาชิกชมรมแล้วมันก็ไม่มีค่าอะไรมากมายซักเท่าไรหรอกแต่พอได้มาถึงยังยอดเขาแล้วมองลงไปเบื้องล่าง นี่เรามาถึงจุดๆนี้มาได้ไกลขนาดนี้เลยเชียวหรือเนี่ย ทั้งๆที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะได้แค่มองยอดเขาจากตีนเขาหรือบนรถที่กำลังวิ่งผ่านเท่านั้น พอได้มาอยู่บนสุดยอดเขาด้วยตัวเองแล้ว ความรู้สึกที่เหมือนถูกตัดขาดแล้วก็ความรู้สึกที่ปลอดโปร่งจนหัวสมองโล่งจนไม่ได้คิดอะไรนอกจากมองไปรอบๆพื้นที่ที่ๆเห็นแค่กลุ่มก้อนของเมฆหมอกที่ลอยผ่านไปมาตัดกับพื้นป่าสีเขียว เป็นภาพที่มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อจนกระทั่งเพื่อนของผมเอากาแฟกระป๋องแช่เย็นมาแนบหน้าผมเล่นเอาสะดุ้งโหยงไปเลยทีเดียวเพื่อนผมถามว่า รู้สึกดีใช่ไหมละที่ได้มาถึงที่นี่ สำหรับฉันมันยอดมากเลยทีเดียวนั่นแหละ สำหรับผมก็ตอบว่างั้นๆแหละ ทั้งๆที่จริงแล้ว ความรู้สึกนี้มันเป็นความรู้สึกที่ผมจะต้องจดจำไปชั่วชีวิต

Posted By: admin
Last Edit: 23 ส.ค. 2010 @ 07:26 AM

EmailPermalinkComments (0)
Tags

 21 ส.ค. 2010 @ 8:02 AM 

เคยได้ยินผู้กำกับคนไทยคนหนึ่งเคยพูดเอาไว้ ว่าการกำกับหนังที่มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ยากที่สุด คือ เด็ก เอฟเฟคท์ และสัตว์ พอพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ล่ะก็ เรื่องนี้ต้องอยู่ในอันดับต้นๆ แน่นอน เรื่องราวของเจ้าหมูน้อยชื่อเบ๊บ ที่ฝันอยากจะเป็นหมาเลี้ยงแกะ(ฟังไม่ผิดค่ะ หมูอยากเป็นหมาเลี้ยงแกะ) ซึ่งก็ทำให้เกิดเรื่องราวชวนประทับใจขึ้นมากมายภายในฟาร์มฮ็อกเก็ตต์ ซึ่งมีนายอาเธอร์ ฮ็อคเก็ตต์และภรรยาเป็นเจ้าของ แต่ทว่า ก่อนที่เจ้าหมูเบ๊บจะได้เป็นหมาเลี้ยงแกะนั้น เขาต้องหาทางพิสูจน์ความสามารถของตนเองเพื่อให้รอดจากการขึ้นเขียงเป็นอาหารมื้อใหญ่ในวันขอบคุณพระเจ้าเสียก่อน สาเหตุที่เบ๊บอยากเป็นหมาเลี้ยงแกะคงมีสาเหตุมาจากแม่หมาเลี้ยงแกะที่คอยดูแลเบ๊บ กอปรกับการที่เบ๊บต้องทำตัวให้มีประโยชน์มากกว่าหมูทั่วๆไป เบ๊บจึงพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้เป็นหมาเลี้ยงแกะ แต่ทว่าพ่อหมา กลับไม่ค่อยพอใจตัวเบ๊บ เพราะความที่เบ๊บเป็นหมู ก็ควรอยู่อย่างหมู ไม่ควรมาเป็นหมา แต่เพราะความพยายาม ความอดทน และความอ่อนน้อม ทำให้การต้อนแกะของเบ๊บ ต่างจากที่พวกหมาทำ สิ่งที่เบ๊บทำคือการของร้องคุณแกะทั้งหลายด้วยวาจาที่สุภาพแตกต่างจากหมา ที่มักจะขู่และวิ่งไล่ ทำให้พวกคุณแกะยอมทำตามคำขอร้องของเบ๊บ ซึ่งหากมองจากมุมมองของมนุษย์ ก็จะเห็นว่าเบ๊บสามารถต้อนแกะได้ดีกว่าหมาเสียอีก ทำให้นายอาเธอร์ ฮ็อคเก็ตต์คิดที่จะส่งเบ๊บเข้าประกวดสุนัขต้อนแกะประจำปี และก็แน่นอนที่เบ๊บต้องชนะ หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่แสนจะอบอุ่น ความใจดีของนายอาเธอร์ ฮ็อคเก็ตต์ ความรักที่แม่หมามีให้เบ๊บ และความน่ารักของเหล่าสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งหนังแบบนี้ทำไม่ได้ง่ายๆ  เอาแค่การจับสัตว์มาเข้าฉากนี่ก็ลำบากมากพออยู่แล้ว แต่ผลที่ได้มันช่างยอดเยี่ยมเสียเหลือเกิน การตัดต่อ การร้อยเรียงช็อตต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำได้ลื่นและเป็นธรรมชาติสุดๆ จนดูแล้วเชื่อเลยว่าเจ้าสัตว์น้อยพวกนี้มีเลือดเนื้อพูดได้จริงๆ และก็ต้องชมทีมงานทุกคน โดยเฉพาะผู้กำกับ Chris Noonan ที่ถ่ายทอดเรื่องราวจากนิยายของ Dick King-Smith ออกมาได้อย่างสวยงาม น่ารัก ดูแล้วสบายใจ และที่จัดว่าเด็ดอีกอย่างคือหนังมีครบทุกรส ทั้งฮาก็มี น่ารักก็มี อบอุ่นก็มี เศร้าสลดหดหู่ก็มีหนังเรื่องนี้ยังเหมาะแก่การให้เด็กดู เพราะนอกจากจะเป็นแนวหนังที่แสนจะน่ารัก ยังมีเรื่องของคติสอนใจแทรกอยู่ตลอดเรื่อง หลักๆเลยก็คือ การทำความฝันให้เป็นจริงโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เพราะเบ๊บเป็นหมู ไม่มีทางที่จะเป็นหมาได้ แต่เบ๊บก็พยายามจนทำได้สำเร็จ และในเมื่อหมูยังเป็นหมาได้ ทำไมคนจะทำสิ่งที่ตนใฝ่ฝันไม่ได้ละคะ อีกเรื่องนึงที่ชอบใจก็คือ ความน่ารักของเบ๊บ นิสัยที่แสนจะสุภาพของเบ๊บแสดงให้เห็นว่า หากเราอยากให้ใครช่วยเหลืออะไรเรา ควรที่จะพูดจาด้วยภาษาที่สุภาพ ไพเราะ เพราะความพูดเพราะของเบ๊บ ทำให้เบ๊บต้อนแกะได้ดีกว่าหมาเสียอีก ซึ่งเด็กๆน่าจะเอาเป็นตัวอย่างในเรื่องของการพูดจา (ผู้ใหญ่ก็ด้วย) เห็นคนบางคนเวลาอยากจะให้คนอื่นทำอะไรให้ กลับพูดไม่ได้ พูดเหมือนสั่ง ทั้งๆที่เราไปขอร้องเขา ดูเรื่องนี้แล้วน่าจะอายหมูน้อยตัวนี้บ้างและปิดท้ายสิ่งที่ได้รับจากเรื่องนี้ คือทำให้รู้สึกไม่อยากกินเนื้อหมูไปอีกนาน

Posted By: admin
Last Edit: 21 ส.ค. 2010 @ 08:02 AM

EmailPermalinkComments (23)
Tags

 18 ส.ค. 2010 @ 12:37 AM 

เราไม่สามารถกำหนดความชอบให้ใครได้อย่างไรความชอบในเรื่องกีฬาก็เป็นอย่างนั้น เพราะคนเรานั้นต่างเกิดมาจากภูมิลำเนาต่างกันพ่อแม่ต่างกัน ความรู้ความคิดความอ่านย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นความชอบของแต่ละบุคคลเองก็เช่นเดียวกันย่อมแตกต่างกันไป และความชอบ ชื่นชอบ ชื่นชม ของแต่ละคนนั้นไม่สามารถวัดได้ด้วยสเคาท์ติ้งแมชชีน หรือปรอทมิเตอร์ ความชื่นชอบของกีฬาหรือกิจกรรม นันทาการยามว่างของแต่ละคนก็ย่อมไม่เหมือนกัน เหมือนกับการละบายความเครียดที่บางคนอาจจะ ชอบการระบายความเครียดด้วยการเล่นกีฬา บางคนอาจจะชอบเล่นเกมส์ บางคนอาจจะชื่นชอบการนั่งสมาธิ หรือเล่นเกมส์ที่ใช้สมองซะมากกว่า

 ดังนั้นความชอบของแต่ละคนไม่สามารถวัดได้ หรือกำหนดได้ ใครชอบอะไรชื่นชมอะไร ก็มักจะชอบเล่นกีฬาประเภท นั้นๆ แต่บางคนที่ชอบกีฬาประเภทนั้นๆไม่ได้หมายความว่าจะต้องเล่นกีฬาประเภทนั้นเสมอไป พวกมาเนี่ยหรือพวกแฟนๆที่ชอบกีฬาแต่ไม่เล่นกีฬาก็มี บุคคลจำพวกนี้ส่วนใหญ่มักจะมีความรู้ในด้านกีฬาชนิดนั้นๆมากมายมหาศาลจนสามารถคุยเรื่องพวกนี้กับเขาได้เป็นวันๆโดยมีเรื่องใหม่มาให้คุยได้เรื่อยๆ และสิ่งของที่จะอยู่ในห้องนอนคงจะไม่พ้น ภาพนักกีฬาชนิดนั้นๆที่เขาชื่นชอบ ชื่นชม หรือรูปภาพทีมนักกีฬาทีมโปรด ฟิคเกอร์รูปจำลอง นักกีฬา หรือถ้ามีบ้านของตัวเองก็คงจะประดับประดาไปด้วยของตกแต่งจากกีฬาที่เขาชื่นชอบเป็นแน่แท้ อย่างไรก็ตามถ้าคุณเป็นเพื่อนกับคนประเภทนี้แล้วละก็ถ้าไม่อยากโดนลากไปมีเอี่ยวด้วยกับงานอดิเรกหรือความชื่นชอบของเขาแล้วละก็อย่าได้เอ่ยปากชวนคุยเรื่องที่เขาชื่นชอบขึ้นมาเป็นอันขาดถ้ายังไม่อยากคุยแบบน้ำไหลไฟดับหูดับตับไหม้เบียร์หมดเป็นลังๆก็ยังฟังคำสาธยายเกี่ยวกับกิจกรรมที่เขาชื่นชอบได้ไม่หมดเป็นแน่

นอกจากนี้ความชื่นชอบของคนบางคนก็เปรียบเสมือนหิ้งบูชาที่ใครๆก็ไม่สามารมาแตะหรือลบหลู่ไม่ได้ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องบูชา ไว้เหนือศีรษะท่องจำไว้ก่อนนอนทุกๆวันๆ  ถ้าหากใครฝ่าฝืนไปเผลอว่าเข้าให้ก็จะเกิดอาการลงแดง ของเข้า ของขึ้น จนอาจจะมีการลงไม้ลงหมัดกันก็มีทั้งๆที่เป็นเพื่อนกันแท้ๆ แค่เอ่ยปากคุยเรื่อกีฬาที่ชื่นชอบแล้วเผอิญชื่นชอบทีมคนละทีมกันแล้วทีมสองทีมนั้นไม่ถูกกัน จากคุยกันถูกคออาจจะเปลี่ยนมาเป็นคุยกันแบบผูกใจเจ็บทะเลาะกันเพราะไปว่าร้ายอีกทีมเข้าให้ก็ได้ทั้งๆที่เป็นเพื่อนกันคบกันมานานก็ยังสามารถทะเลาะกันได้เพราะเชียร์ทีมโปรดคนละทีมเลยก็ยังมี แต่นั่นมันก็ขึ้นอยู่กับความคิดความเห็นของแต่ละคนหนทางแก้ไขที่ดีที่สุดทุกคนควรเคารพในสิทธิส่วนบุคคล ก็อย่าไปก้าวก่ายในสิ่งที่คนอื่นชอบเป็นเพื่อนกันก็ควรที่จะถนอมน้ำใจกันมากกว่าที่จะมาทำร้ายกันทางถ้อยคำหรือคำพูด อย่าทำให้เรื่องความชื่นชอบในด้านการกีฬาที่แตกต่างกันมาทำให้มิตรภาพระหว่างกันต้องพังทลาย เพียงเพราะแค่เรื่องความเห็นในการชื่นชอบชื่นชมกีฬาต่างชนิดกันเพียงเท่านั้น

 นอกจากเพื่อนกันแล้วบางครั้งยังมีการทะเลาะกันรุนแรงถึงขึ้นจะตามหาที่อยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือขู่อาฆาตไว้ว่าเดินทางตอนกลางคืนค่ำๆดึกๆดื่นๆก็ให้ระวังตัวไว้ก็มี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมาจากการทะเลาะวิวาทฟาดปากกันบนกระดานสนทนา หรือ เว็บบอร์ดเรื่องกีฬาโดยทั่วๆ ไป ที่มักจะมีการแสดงความคิดเห็นในเชิงลบต่อทีมฝั่งตรงข้ามส่งผลให้เกิดการอาฆาตแค้นหรือโกรธโมโหสับสนระคนปนกันไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและ EQ ของแต่ละคนว่าจะคิดยังไงแบบไหนและปฏิบัติตัวอย่างไร ฉะนั้นควรใช้สติ และความนิ่งในการเชียร์กีฬาที่ชื่นชอบ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

Posted By: admin
Last Edit: 18 ส.ค. 2010 @ 12:37 AM

EmailPermalinkComments (416)
Tags

 15 ส.ค. 2010 @ 3:12 AM 

หลังจากที่พาไปดูภาพยนตร์ในยุคปัจจุบันกันแล้ว ก็จะพาย้อนอดีตอันแสนไกลไปถึงสมัยที่ผู้เขียนยังเด็กมากๆ(ลากเสียงยาวๆ) ผู้เขียนเป็นพวกที่ชอบดูภาพยนตร์ตั้งแต่สมัยเด็ก จะซับหรือพากย์ก็ดูหมด ช่วงที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก ก็ดูภาพเอา หนังเรื่องที่เอามาเล่าวันนี้ เป็นหนังเรื่องที่คุณแม่ของผู้เขียนบอกว่าผู้เขียนตอนเด็กๆชอบดูมาก ดูไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เวลาคุณแม่ทำงาน ถ้าเปิดหนังเรื่องนี้ให้ผู้เขียนดู ก็จะนั่งดูเงียบๆไม่กวนคุณแม่เลย Terminator หรือที่ภาษาไทยมีชื่อเรียกแสนอหังการ์ว่า คนเหล็ก นั่นเอง ตอนนี้คนเหล็กก็ดำเนินมาถึงภาคที่สี่แล้ว แต่ภาคที่ผู้เขียนเคยดูในสมัยเด็กๆจะเป็นภาคที่สอง ภาคที่มีตัวร้ายเป็นเหล็กไหลได้ แต่ไหนๆก็ไหนๆ ก็ควรจะยกทั้งสี่ภาคมาพูดให้หมดดีกว่า

 The Terminator (1984)

Skynet ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่โยงใยกันทั่วโลก ยังคงทำสงครามกับมนุษย์เหลือรอดจากวันพิพากษาโลก ตัดสินใจส่งเครื่องจักรสังหาร Cyberdyne รุ่น 101 (คนเหล็กหน้าตาเหมือนอาร์โนลด์ ชวาซเนกเกอร์) กลับมาในอดีตเพื่อสังหารซาราห์ คอนเนอร์ไคล์ รีสก็เดินทางผ่านกาลเวลากลับมาในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อรักษาชีวิตของซาราห์เอาไว้ เนื่องจากเธอเป็นหญิงที่จะให้กำเนิดชายที่เป็นผู้นำการกอบกู้โลกในอนาคต โดยระหว่างการปกป้องซาร่าห์ ไคล์ได้มีสัมพันธ์กับซาร่าห์ และไคล์ก็เสียชีวิตแต่ซาร่าห์รอดมาได้ แสดงว่าไคล์นั้นก็เป็นพ่อของชายที่เป็นผู้นำการกอบกู้โลกในอนาคตนั่นเอง

 Terminator 2: Judgment Day (1991)

ภาคนี้จะเป็นภาคที่ Skynet ส่งเครื่องจักรสังหารมาฆ่าจอห์นในวัยเด็ก โดยส่งหุ่นยนต์โลหะเหลว T-1000 กลับมา ขณะที่กลุ่มต่อต้านก็ได้ส่งนักรบมาพิทักษ์ John เช่นกัน เป็นหุ่น T-101(หรืออาร์โนลด์นั่นเอง) ที่ถูกปรับเปลี่ยนโปรแกรมใหม่แล้ว ซึ่งภาคนี้นี่เองเป็นภาคที่ผู้เขียนเคยดู ซึ่งทั้งสองภาคนี้จะเป็นภาคที่ผู้เขียนเคยดูในวัยเด็ก และอีกสองภาคที่มีการสร้างขึ้นมาตอนที่ผู้เขียนโตแล้ว ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าสองภาคหลังนั้นไม่ค่อยสนุกเท่าไร คงเพราะในวัยเด็กผู้เขียนชอบเรื่องนี้เพราะฝังใจกับหุ่นยนต์ที่หน้าตาแบบอาร์โนลด์ ชวาซเนกเกอร์นั่นเอง ทั้งภาคหนึ่งและภาคสองต่างก็มีเอฟเฟกต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจและสมจริงโดยไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหนังที่เคยมีเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สองภาคหลังเหมือนกับว่ามันจะฉีกเรื่องราวไปไกลจากสองภาคแรกเต็มที่ ทำให้รู้สึกว่าดูไม่ค่อยรู้เรื่อง (แล้วแต่คนชอบนะคะ) ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นหนังนำเสนอความเป็นไปในอนาคต ยุคที่เดี๋ยวนี้อะไรๆก็เป็นไซเบอร์ ทุกอย่างแสนสะดวกสบาย จนน่าคิดว่าถ้าอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านั้นมันคิดเองได้แล้วเกิดอยากจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นมาคงน่ากลัวพิลึก เพราะฉะนั้น อะไรๆที่พอดี ย่อมดีที่สุด คนเราควรจะทำอะไรเองบ้าง ไม่ควรพึงแต่เทคโนโลยี จริงมั้ยคะ?

Posted By: admin
Last Edit: 15 ส.ค. 2010 @ 03:12 AM

EmailPermalinkComments (68)
Tags

 13 ส.ค. 2010 @ 5:27 AM 

เปิดตำเรียบร้อยแล้วสำหรับโครงการ “ปตท.พลังกำปั้นไทยเพื่อไทย”ที่จะมีการคัดเลือกนักชกช้างเผอกจากการคัดเลือกทั่วประเทศ เพื่อที่จะรวมฝึกซ้อมเพื่อที่จะได้ไต่เต้าเข้าสู่รั้วของทีมชาติ หรือเพื่อที่จะก้าวเข้าสู่ทำเนียบแห่งแชมป์เปี้ยนโลกในอนาคต โดยถือว่าเป็นการประสานมือร่วมใจของ บริษัทปตท. จำกัด(มหาชน)  ทางด้านของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย และ ทางด้านของ พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ซึ่งเป็นผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9  ซึ่งได้เป็นประธานที่ปรึกษาของบริษัทเกียรติกรีรินทร์โปรโมชั่น ที่ได้มองเห็นการณ์ไกล และต้องการสนับสนุนเพื่อที่จะให้นักชกของไทยนั้นได้ก้าวสู่ตำแหน่งแชมป์เปี้ยนโลก ทางด้านของบริษัท “ปตท. พลังกำปั้นไทยเพื่อไทย” ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิม “หนึ่งสมอง สองกำปั้น พกความมุ่งมั่นสร้างฝันให้เป็นจริง” ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางความคิดของ พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ที่ได้มีความมุ่งมั่นและหวังให้นักกีฬาชกมวยที่ถือว่าเป็นศิลปะประจำชาติไทยได้แพร่หลาย และก็มีนักกีฬาชกมวยไทยนั้นได้ก้าวสู่สถาบันหลักให้มากที่สุด ซึ่งการเปิดตัวครั้งแรกของโครงการ “หนึ่งสมอง สองกำปั้น พกความมุ่งมั่นสร้างฝันให้เป็นจริง”  ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 3ปีที่ผ่านมา การต้องถือว่ามีความประสบความสำเร็จเกินจากที่ได้คาดการไว้ซึ่งถือว่าได้ทรัพยากรที่มีคุณภาพหลายคน อย่างเช่น วัชรกฤษ เสนาหาญ ซึ่งได้รับการผลักดันให้ไปขึ้นชกชิงแชมป์ที่ต่างประเทศ มาแล้วถึง 3 ครั้งด้วยกัน คือ ที่ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย,และประเทศออสเตรเลีย การขึ้นชกทั้ง 3ครั้งนี้ซึ่งเป็นการชกชิงแชมป์สถาบันย่อยของสถาบันมวยหลักของโลก WBA, WBC, IBF และ WBO ถึงแม้ว่าการชกทั้ง 3 ครั้งนั้นจะไม่ได้แชมป์กลับมา แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการมวยโลก ทางด้านของวัชรกฤษ เสนาหาญ ที่ได้มีโอกาสขึ้นชกชิงแชมป์ครบทุกสถาบัน ได้เป็นคนแรก  ซึ่งจะถือว่าเป็นตัวอย่างให้นักกีฬาชกมวยไทยอีกหลายคนได้เจริญเดินรอยตามแนวทางนี้ และก็หวังว่าคงจะมีผู้ไปคว้าแชมป์มาได้สำเร็จในอนาคต ส่วนทางด้านของนักชกอีกคนหนึ่งคือ แท่งทอง บิ๊กโคล่า  ซึ่งเป็นนักกีฬาชกมวยมือสมัครเล่นของทีมชาติไทย ที่ได้ก้าวสู่วงการมวยโลก ด้วยการเริ่มจากนักชกมวยอาชีพไฟต์แรกกับโครงการ พอจนถึงปัจจุบันก็ได้คว้าแชมป์ไอบีเอฟแพนแปซิฟิก ในการชกของรุ่นแบนตัมเวท และก็ได้มีโปรแกรมที่จะขึ้นชกชิงแชมป์โลกในปีนี้ส่วนคนที่2 คือ ฟ้าใส บิ๊กโคล่า ซึ่งเป็นนักชกมวยไทยภูเผ่า ปะกาญอ ที่ได้มาเริ่มชกมวยให้กับโครงการนี้ จนได้ไปคว้าแชมป์ไอบีเอฟแพนแปซิฟิกในการชกรุ่นจูเนียร์ไลต์เวท และคนสุดท้ายก็คือ ปฐมโชค ปฐมโพธิ์ทอง ซึ่งเป็นนักชกมวยในโครงการ คืนคนดีสู่สังคม ของทางเรือนจำนครปฐม ที่พยามยามุ่งมั่นสร้างความดีด้วยกีฬา และจนสามารถไปคว้มแชมป์ไอบีเอฟแพนแปซิฟิกในการชกของรุ่นจูเนียร์เฟเธอร์เวท  ในโครงการครั้งจัดสร้างขึ้นมาอีกครั้งเพื่อที่จะเป็นการต่อยอดของโครงการนี้ต้องยกนิ้วให้กับวิสัยทัศน์ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ซึ่งเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาโครงการ “ปตท.พลังกำปั้นไทยเพื่อไทย” และทางด้านของกรรมการผู้จักการใหญ่ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  และก็ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ที่ได้ตั้งเล็งเห็นความสำคัญ เลยโดดเข้ามาอุ้มเพื่อให้โครงการในครั้งนี้ได้เดินก้าวไปสู่ข้างหน้าที่ได้ตั้งเป้าหมายที่วางเอาไว้ก็จะต้องยอมรับกันว่าวงการกีฬานั้นในทุกวันนี้

ปตท. ได้โดดเข้ามาหมุนกีฬาหลายชนิดและสมาคมกีฬาหลายชนิด เพราะว่าอีกส่วนหนึ่งอยากจะเห็นวงการกีฬานั้นได้ก้าวสู่ระดับโลก การจัดตั้งโครงการนี้ต้องถือว่าเป็นการคืนกำไรสู่สังคม อย่างแท้จริง เพราะการกีฬานั้นอาจจะมีผู้คนที่ได้ชื่นชอมในกีฬาชกมวยและที่จะต้องการตามหาฝันของตัวเองคงจะถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเกิดว่าได้มีโครงการต่างๆนั้นได้ยืนมือเข้าไปช่วยหาทางเลือกหรือว่าให้โอกาสกับพวกเขาที่จะได้ตามหาฝันเชื่อถือได้เลยว่าสักวันโอกาสหรือความฝันจะได้ก้าวไปสู่มุ่งหมายที่พวกเขาได้ตั้งกันไว้

Posted By: admin
Last Edit: 13 ส.ค. 2010 @ 05:27 AM

EmailPermalinkComments (69)
Tags

 11 ส.ค. 2010 @ 6:31 AM 

คำว่ามวยไทย  ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นของคนไทย  กฎกติกาก็ต้องเป็นของคนไทยด้วย  ซึ่งปัจจุบันนี้มวยไทยเองได้เป็นมรดกโลกไปแล้ว  และเป็นที่น่าภูมิใจของคนไทยจริง ๆ ที่กีฬาของไทยเราได้เข้าสู่มรดกโลกอย่างสง่างามและควรอนุรักษ์ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้สืบสานกันต่อไป  ทุกคนจะเห็นว่ามวยไทยใช้ได้ทุกอย่าง  เหมือนคนตีกัน เหมือนนักเรียนนักเลงในปัจจุบันที่คอยแต่ตั้งหน้าตั้งตาหาเรื่องกัน  บอกว่าฉันแระเก่ง ใช้ท่านั้นท่านี้ในการต่อยตีกัน ดิฉันว่าควรเอาพวกที่ตีกันเหล่านั้นขึ้นเวทีจัดจัดชกกันไปเลยดีกว่า จะได้ดูเป็นรุปแบบกันไปเลย ให้เก่งกันบนเวทีและมีคนเชียร์น่าจะสนุกดี แล้วเปิดช่องสำหรับนักเรียนตีกันแบบบนเวทีท่าจะน่าสนนะค่ะ อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่ามวยไทยของเราดีอย่างไร 

มวยไทยนั้นเป็นของที่คู่กับคนไทยมาแต่ช้านาน  และคนไทยเองก็ต้องฝึกฝนมวยไทยกันมาตั้งแต่เด็ก  เกิดจากการฝึกฝนและการแข่งขัน  โดยที่เราเคยได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงเป็นเพลงที่เร้าใจปลุกใจให้คู่ต่อสู้มีกำลังใจในการต่อสู้ได้อย่างดี  และทำให้การชกของมวยไทยนั้น  ใช้ได้ทุกส่วน  และมีท่าที่สวยงามที่สุดอย่างที่หาที่เปรียบไม่ได้เลย  ไม่มีชาติใดในโลกที่จะทำได้อย่างคนไทยเลย  ทั้งด้านศิลปะการไหว้ครูก่อนขึ้นชก  ลีลาการชก

ก็ไม่เหมือนใครท่วงท่าการย่างสามขุมเข้าไปหาคู่ต่อสู้ก็ช่างสวยงามจริง ๆ หรือเราเรียกง่าย ๆ ก็คือ ความน่าทึ่งของศิลปะการต่อสู้แบบไทยๆ นี่เอง  อยากให้คนไทยอนุรักษ์มวยไทยไว้ไม่อยากให้ลืมไปกันว่ากีฬามวยไทยเป็นของคนไทยคิดค้นขึ้นมา และก็เป็นมรดกของโลกไปแล้ว  ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนทุกเพศทุกวัยต้องระลึกและคำนึงถึงกันได้เป็นเอย่างดี  มากล่าวถึงกีฬามวยไทยกันเถอะ  มวยไทยนั้นก็มีท่วงท่าที่ดีและสง่างามมากรวมถึงความดุดันในการชก  และลักษณะการต่อสู้ที่ไม่เหมือนใคร  ท่าแต่ละท่านั้นคิดค้นได้อย่างอัศจรรย์จริง ๆ ไม่มีชาติใดเลียนแบบได้  กรรมการที่ตัดสินก็ต้องลำบากใจยิ่ง เนื่องจากการต่อสู้ของทั้งคู่นั้นใช้แม่ไม้มวยไทยที่น่าทึงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้  การแข่งขันมวยไทยนั้นในสมัยก่อนไม่มีเวทีให้ต้องมาประลองฝีมือกัน  แข่งกับแบบบ้านๆ  แบบงานวัด  มีคนดูเชียร์กันอย่างสนุกสนาน  ลูกเด็กเล็กแดงก็มาเกาะขอบเวที เพื่อมาลุ้นกันว่าฝ่ายใดชนะ  และก็เหมือนกับแบบว่าตัวเองเข้าไปขึ้นชกซะเองงั้นแระ  เกมการแข่งขันนั้นดำเนินไปอย่างสนุกสนาน  ในสมัยก่อนนั้นมวยไทยของเราก็สามารถกอบกู้บ้านเมืองได้  และศิลปะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์นี้เอง ทำให้คนไทยภาคภูมิใจกันมากถึงปัจจุบันนี้ซึ่งปัจจุบันนี้จะว่าไปแล้วก็หาดูมวยไทยได้ยากเหมือนกัน  จะหามวยไทยดี ๆ ก็หาดูได้ยากมากนัก นอกจากวันสำคัญๆ ที่อาจมีการถ่ายทอดมวยไทยคาดเชือกให้ดูสักหน  มวยไทยของเราอาจเป็นไปได้ว่าแทบจะเป็นต้นตำหรับสำหรับมวยสากล  ทั้งการหลบหลีกก็สามารถทำได้อย่างสวยงาม  จนมีฝรั่งหลายๆ คนต้องมาขอเรียนศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย  ซึ่งก็อยากเรียนมวยไทยไว้ประดับตัวเอง 

                มวยไทยจะเป็นของชาติอื่นไม่ได้นอกจากของคนไทย  แต่คนไทยเราปัจจุบันนี้ได้รับค่านิยมที่ทันสมัยเกินไป  กีฬาที่สนใจก็เป็นกีฬาสากล  ไม่ค่อยมีใครรู้จักมวยไทย  และไม่ค่อยมีคนรู้จักว่ามวยไทยของเราสง่างามแค่ไหน  และมวยไทยนี่แระเป็นมรดกโลกในปัจจุบันนี้ใครบ้างที่สนใจและใส่ใจจะเรียนมวยไทยกันแบบจิรง ๆ และสถานที่ฝึกสอนมวยไทยนั้นก็ช่างหายากซะเหลือเกิน  หรือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเสียจริงว่าอาจจะทำให้คนรุ่นหลังรู้จักมวยไทยแค่ในนามแค่นั้น  เราไม่อยากให้สิ่งดี ๆ ที่คนไทยคิดค้นขึ้นมาและเป็นของคนไทยโดยสมบูรณ์นั้นต้องจางลงไปเรื่อย ๆ มันทำให้เสียความรู้สึกของความเป็นคนไทยได้  อยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ของที่เป็นของไทยไว้  เพราะเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาคนไทยได้  มวยไทยไม่ได้ดุดันแต่เพียงอย่างเดียวแต่เพียงแต่ว่าสามารถที่จะฝึกเพื่อเป็นการออกกำลังกายของคนไทยได้ ฝึกไว้ไม่ต้องขึ้นชกก็ได้  ฝึกไว้ป้องกันตัวของเราเองและเพื่อสุขภาพของเราเองก็ได้ และปกป้องคนที่เรารัก ก็ได้นะค่ะ อย่าดูถูกมวยไทย ว่าเป็นการต่อสู้แบบมือเปล่าไม่มีอาวุธแต่รู้มั้ยนี่แระอาวุธที่ใครก็คาดไม่ถึง

Posted By: admin
Last Edit: 11 ส.ค. 2010 @ 06:31 AM

EmailPermalinkComments (7)
Tags

 03 ส.ค. 2010 @ 8:30 AM 

เหตุใด “งูใหญ่” อินเตอร์  มิลาน  ถึงได้ชนะ  “เรือใบสีฟ้า”  แมนฯซิตี้  3-0  ได้  มันเกิดอะไรขึ้น  “เรือใบสีฟ้า” แมนฯซิตี้ถึงได้ทำประตูไม่ได้เลย  ฟอร์มการเล่น  หรือ  “งูใหญ่” อินเตอร์มิลานเล่นได้ดีจะไม่มีอะไรมาขวางพวกเขาได้ ช่างน่าแปลกใจจริง ทำไมจึงตีไข่ไม่แตก  ฉะนั้นเรามาดูเหตุผลที่เกิดขึ้นกันดีกว่า

                เกมฟุตบอลอุ่นเครื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่  1  สิงหาคม  2010  ซึ่ง  “เรือใบสีฟ้า”  แมนฯซิตี้  เจอกับ  “งูใหญ่” อินเตอร์มิลาน  ซึ่งเป็นการเดินทางของแมนฯซิตี้ที่ต้องไปทัวร์อเมริกาและต้องการปิดฉากลงเล่นเกมสุดท้าย  ที่สนามเอ็มแอนด์ที  สเตเดียมลังเรียนเหย้าของทีมอเมริกันฟุตบอล  บัลดิมอร์  ราเวนส์  ในเมืองบัลดิมอร์  รัฐแมริแลด์  มาเริ่มเกมกันดีกว่าว่าทำไมถึงได้แพ้ถึง 3-0  ตัวจริงของทั้งสองทีมนัดนี้มีดังนี้  ทางด้านของแมนฯซิตี้  ส่งตัวหลัก ๆ ลงสนามเพียบ  ได้แก่  แกเรธ  แบร์รี,  เอ็มมานูเอล  อเดบายอร์,  โคโล  ดูเร,  ปาทริค  วิเอรา  หรือเวย์น  บริดจ์ เป็นต้น  ส่วนอินเตอร์  มิลาน  ก็ได้จัดชุดใหญ่ไม่แพ้กันลงซ฿งนำโดย  โกรัน  ปานเดฟ,  ฮาเวียร์  ซาเน็ตติ,  เอสเตบัน  คัมบิอัสโซ,  คริสเตียน  คิวู,  อิบัน  คอร์โดบา  และ มาร์โก  มาเด รัซซี  เป็นต้น  จากนั้นเกมการแข่งขันก็ได้เริ่มขึ้น  ในนาทีที่  21  เมื่อปาทริค  วิเอรา ไปชัดศอกในจังหวะแย่งโหม่งกับ  มาร์โก  มาเตรัซซี  ก่อนโดนใบแดง  ซึ่งจุดนี้เองทำให้ทางแมนฯซิตี้ ต้องเหลือผู้เล่นเพียง  10  คนเท่านั้น แล้วเกมจะเป็นเช่นไรต่อไป  แค่ 21 นาทีเอง  แล้วหลังจากนั้นละ ทีมไหนจะเหลือผู้เล่นเท่าไหร่อีก  มาดูกันต่อ นาทีที่  38  อินเตอร์  มอลาน  ก็อาศัยความได้เปรียบที่ผู้เล่นเยอะกว่า  ยิงประตูขึ้นนำได้สำเร็จ  โยเอสเตบัน  คัมบิอัสโซ  เดินเกมขึ้นมาก่อนแทงออกด้านซ้ายให้  วิคเตอร์  โอบินนา  ตัดสินใจยิงมุมแคบจากจอกเขตโทษ  บอลพุ่งเสียบเสาสองสวยหยดให้ขึ้นนำ  1 – 0 ก่อน  เล่นเกมต่อเนื่องกันมาเรื่อย ๆ จนพักครึ่งแรก ผลการแข่งขันคือ  อินเตอร์  มิลาน  ยังคงนำ  แมนฯซิตี้  อยู่  1  – 0 หลังจากพักครึ่งแรกแล้ว  เข้าสู่ช่วงหลัง  ในนาทีที่  54  อินเตอร์  มิลาน  ได้ประตูโดย  โอบินนา  ซึ่งได้บอลหลุดขึ้นทางทางด้านขวา  ตั้งใจผ่านไปลุ้นหน้าประตู  แต่ลูกแฉลบ  โจลีออน  เลสคอตต์  กองหลังแมนฯ  ซิตี้  เปลี่ยนทางเข้าประตูไปเป็นเครดิตของ  ดอบินนา  และนี่เองทำให้ทีมขึ้นนำเป็น 2 – 0 เกมน่าจะขาดกันที่  2 – 0 แล้ว และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกในนาทีที่  74  จากจังหวะลูกเตะมุมแล้วแนวแมนฯซิตี้เคลียร์บอลไม่ดีเข้าทาง  คริสเตียโน  บิรากี  ซึ่งเข้ามาซัดในระยะ  35  เมตร  ตรงตาข่ายอย่างสวยงามเป็นเป็นตูปิดท้าย  ทำให้ อินเตอร์  มิลาน  ชนะ  แมนฯซิตี้ไป  3 – 0 นี่แค่เป็นนัดอุ่นเครื่อง เท่านั้นในเกมการแข่งขันระหว่าง  อินเตอร์  มิลาน  กับแมนฯ  ซิตี้นี้  ถ้าผู้เล่นทั้ง  2  ทีมเท่ากัน  แมนฯซิตี้จะชนะหรือเสมอรึป่าว  อะไรจะเกิดขึ้นในเกมไม่มีใครรู้ หรืออาจจะเป็นแบบผลการแข่งขันที่ปรากฏจริงคือ  อินเตอร์  มิลาน  ชนะ  แมนฯซิตี้ 3 – 0  ถ้าแมนฯซิตี้ต้องกลับมาเจอกับ อินเตอร์  มิลานอีก  จะเกิดเป็นนัดล้างตากันได้มั้ย  และจะสามารถเอาชัยชนะกลับคืนมาได้มั้ย  อันนี้ต้องดูในอนาคต  แมนฯซิตี้อาจจะแกร่งขึ้น  จนทำให้  อินเตอร์  มิลาน  ตกใจกันไปเลยก็ได้  อะไรก็เกิดขึ้นได้กับลูกกลมๆ ที่มันกลิ้งอยู่ในสนาม ผู้ชมก็ยังต้องลุ้นกับทีมที่ตนเองชอบต่อไปว่าไม่ให้ลูกกลม  ๆนั้น เข้าประตูของอีกฝ่ายที่ตนเองไม่ได้เชียร์จริงมั้ย แต่ครั้งนี้เป็นโชคดีของอินเตอร์ มิลานในนาทีที่ 21 นั้นผู้เล่นของ แมนฯ ซิตี้ก็ต้องถูกใบแดงออกไปทำให้เหลือผู้เล่นเพียง 10 คน  และอาจเป็นผลทำให้กำลังใจของทีมเสียไปด้วย  โดยที่ทีมเหลือผู้เล่นน้อยกว่าก็เป็นได้ และเมื่อเหลือผู้เล่น 10 คนแล้วยังถูกขึ้นนำในช่วงแรกอีก ทำให้การแก้เกมอาจจะผิดแผนไปได้ เท่านั้นยังไม่พอ ครึ่งหลังเล่นได้ไม่นาน ก็ถูกขึ้นนำอีก  เป็น  2 ประตู ในขณะที่ยังทำประตูเสมอไม่ได้ และจากนั้นทางอินเตอร์ มิลานก็ปิดเกมด้วยลูกสุดท้ายคือลูกที่  3  มันอาจทำให้กำลังใจที่จะตีไข่แตกหมดหวังไปตั้งแต่ประตูที่ 2 ของอินเตอร์  มิลานก็ได้  ก็นับว่าแมนฯซิตี้นั้นสู้ได้สมศักดิ์ศรีถึงแม้ว่าจะเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน และก็ทำได้ดีที่สุด  การชนะของอินเตอร์ มิลานครั้งนี้อาจทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของทีมแมนฯซิตี้ก็ได้  เพราะทางทีมแมนฯ ซิตี้ รู้จุดบกพร่องเพื่อปรับปรุงแก้ไขในเกมจริงก็เป็นไปได้ หรือครั้งนี้ทีมแมนฯซิตีอาจออมแรงเพื่อดูทีมคู่ต่อสู้ หาจุดบกพร่องของทีมคู่ต่อสู้ก็เป็นไปได้ใครจะรู้ ซึ่งนัดต่อไปแมนฯ ซิตี้จะต้องเดินทางกลับยุโรปไปเล่นรายการ Ferross\tall Cup  กับโบรุสเซี  ดอร์ทมุนต์  ที่เยอรมนี  แล้วคราวนี้ แมนฯ ซิตี้ จะชนะหรือไม่  จะเหลือผู้เล่น 10 คนอีกหรือป่าว ชัยชนะจะเกิดกับ แมนฯซิตี้ได้รึป่าวต้องคอยลุ้นและติดตามกันดูต่อไป

Posted By: admin
Last Edit: 03 ส.ค. 2010 @ 08:30 AM

EmailPermalinkComments (415)
Tags





 Last 50 Posts
 Back
Change Theme...
  • Users » 1
  • Posts/Pages » 28
  • Comments » 5,858
Change Theme...
  • VoidVoid « Default
  • LifeLife
  • EarthEarth
  • WindWind
  • WaterWater
  • FireFire
  • LightLight